| กฤษณพงษ์'s profileSpace ของ กฤษณพงษ์BlogListsNetwork | Help |
|
September 30 Fzllzero Fantasy
![]() ![]() ถึงผู้อ่านฟาลเซโร่ แฟนตาซี เรื่องยาวที่กล้าเอาศีรษะเป็นประกันความมันส์
เปิดโลกจินตนาการอันล้ำลึกสุดหยั่งคาดของคุณ...
ลองค่อยๆนึกภาพว่าเมื่อคุณพบว่าตัวเองฟื้นขึ้นมาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในสภาพความจำเสื่อมคุณพบว่าตัวเองเป็นคนสำคัญที่สุดที่ใครๆต่างก็รู้จักและให้ความสำคัญทั้งยังพบว่าตัวเองมีความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบอันเลิศล้ำและในที่สุดก็พบว่าตัวเองมีเวทมนตร์ที่สามารถทำลายล้างทวีปแฝงอยู่ในตัวพร้อมกับได้สัตว์อสุรในตำนานผู้งดงามมาเป็นพวก...
แล้วคุณเป็นใครกันแน่ล่ะเรื่องนั้นยังเป็นปริศนา...
อาดามันไทม์อาคาเดมี่...
สถานศึกษาลอยฟ้าปริศนาจากใต้ผืนทะเลที่คุณถูกส่งเข้าไปเรียนทั้งๆที่ไม่ได้ต้องการสถานศึกษาที่ต้องการผู้ที่มีพลังแม็กนีไทด์เป็นใบผ่านทางในการศึกษาเล่าเรียนคุณกลับได้เรียนทั้งๆที่ไม่มีมันคุณได้เจอศัตรูที่แข็งแกร่งทันทีที่ย่างไปถึงและพบกับเพื่อนฝูงที่คอยให้การช่วยเหลือสองบุรุษรูปงามสามสตรีงามเพริศพริ้งที่จะกลายเป็นเพื่อนสนิทของคุณ
คุณถูกส่งชื่อเข้าชิงตำแหน่งเป็นราซุสมาสเตอร์มีแต่การประลองที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันเท่านั้นคุณต้องฆ่าคู่ต่อสู้ให้ได้เท่านั้นจึงจะผ่านไปยังรอบต่อไปแต่มีเรื่องเร้าใจให้ทำมากมาย คุณต้องบุกป่าสัตว์อสุรเพื่อชิงลูกแก้ว ที่ดูง่ายๆแต่นั่นทำให้คุณต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเพื่อนซึ่งชีวิตของคุณมีเพียงไม่กี่คนจากจ้าวมังกรดำขนาดเท่าภูเขาที่คุณไม่อาจหาหนทางสู้มันได้และคุณมีดาบอยู่ในมือแค่เล่มเดียวเท่านั้น...
แล้วเรื่องราวตอนต่อๆไปล่ะ?
---------------------------------------------
โปรดติดตามตอนต่อไป...
เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่นั้นเพราะไม่ได้เน้นที่โรงเรียน โรงเรียนเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ ลองอ่านดูครับจากสำนักพิมพ์คุณภาพในเครือสภาพรซึ่งจะวางแผงภายในปลายปีนี้ขอรับรองว่านิยายเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง...
ตำราประวัติศาสตร์ฟาลเซโร่เบื้องต้น
โดย... รองศาสตราจารย์ ดีน แม็คอินไทด์
ฟาลเซโร่ คือดาวเคราะห์อันกว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่ผิวเทียบเท่ากับพื้นที่ของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยแผ่นทวีปแปดแผ่นทวีป ได้แก่ แผ่นทวีปออสตาดีน แผ่นทวีปอิกดราซิล แผ่นทวีปฮาซิลทิส แผ่นทวีปโคดี้ แผ่นทวีปราโซเทีย แผ่นทวีปมิว แผ่นทวีปฟรีโลเวียร์ และแผ่นทวีปมาริอุส
แผ่นทวีปทั้งแปดเคยปรากฏขึ้นเหนือผืนน้ำเป็นแหล่งที่อยู่ของสรรพชีวิตน้อยใหญ่ซึ่งดำรงอาศัยอยู่บนแผ่นผืนดินเหล่านี้ จนกระทั่งมหาสงครามอุบัติขึ้นเมื่อเจ็ดหมื่นสองพันปีก่อนโดยเผ่าพันธุ์เล็กๆที่เรียกตัวเองว่า “จัสติก” ในครั้งนั้นเผ่าพันธุ์แห่งจัสติกได้ประกาศสงครามกับเผ่าพันธุ์เมเซนเทาโรน ซึ่งครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปมิวอยู่ การทำสงครามครั้งนั้นยืดเยื้อยาวนานกว่าสองหมื่นปี จนกระทั่งเผ่าพันธุ์แห่งจัสติกค้นพบศาสตร์เวททำลายล้างโดย จอมขมังเวทย์แห่งจัสติกนาม “มาเทคราราราซมาซาร์นัก-ฮาร์” ความวิบัติทั้งมวลจึงได้ถือกำเนิดขึ้น(อ้างอิง : หลักฐานทางโบราณคดีของอาณาจักรราเซนดรา)
เมื่อมีศาสตร์เวททำลายล้างอยู่ในมือ เผ่าพันธุ์แห่งจัสติกจึงทำการทำลายทวีปมิวด้วยสิ่งที่ค้นพบและลี้ภัยไปตั้งรกรากอยู่ในเกาะลึกลับแห่งหนึ่ง ในครั้งนั้นองค์มหาเทพแห่งเอสทราน่าผู้เป็นใหญ่ในดราวินเทียร์ทรงทราบเรื่องเข้าจึงได้กรีธาทัพสวรรค์ออกตามล่าเผ่าพันธุ์แห่งจัสติกมาลงโทษ จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆปรากฏขึ้นแม้แต่หลักฐานการปรากฏตัวของเผ่าพันแห่งจัสติกที่มีข่าวลือมาว่ามีผู้พบเห็นก็ตาม สันนิษฐานว่าเผ่าพันธุ์แห่งจัสติกน่าจะสูญสิ้นไปแล้วภายใต้เงื้อมมือของกองทัพสวรรค์
การทรุดตัวลงของแผ่นทวีปมิวนั้นยังทำให้แผ่นทวีปข้างเคียงเกิดการทรุดตัวลงไป นั่นคือแผ่นทวีปฟรีโลเวียร์ซึ่งค่อยๆทรุดตัวลงตามแผ่นทวีปมิวที่ประคองแผ่นทวีปฟรีโลเวียร์อยู่ โดยใช้เวลาในการทรุดตัวถึงยี่สิบปี คงเหลือเผ่าพันธุ์อความารีนที่มีมหาราชินีผู้ปราดเปรื่อง เธอได้ตระเตรียมการสร้างอาณาจักรครอบแก้วเพื่อการดำรงชีวิตใต้ผืนทะเลได้เป็นผลสำเร็จ และกลายมาเป็นอาณาจักรมหาอำนาจที่กินพื้นที่ของผืนทะเลแทบทั้งหมดในฟาลเซโร่ในนามของ “อาณาจักรเจ็ดคาบสมุทร” (อ้างอิง : จดหมายเหตุของอาณาจักรเวียนเนสต้า)
ดังนั้น แผ่นทวีปที่ยังคงเหลืออยู่นั้นมีเพียง แผ่นทวีปออสตาดีน แผ่นทวีปอิกดราซิล แผ่นทวีปฮาซิลทิส แผ่นทวีปโคดี้ แผ่นทวีปราโซเทีย และแผ่นทวีปมาริอุส เท่านั้น
จนกระทั่งวันที่ ๒๓ เกรออน เอสทราน่าศักราช ๒๔๕๒๔๔๔ หรือสองหมื่นสองพันปีก่อน คณะสำรวจจากเผ่าพันธุ์อะความารีนได้ลงไปสำรวจทวีปมิวใต้ผืนทะเล และได้พบกับแผ่นทวีปไร้น้ำหนักที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใน และค้นพบหลักศิลาจารึกที่จารึกถึงสัตว์อสุรในตำนาน “อาดามันไทม์” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีผู้ใดทำอันตรายมันได้นอกจากศาสตราวุธเทวะขององค์มหาเทพแห่งเอสทราน่าเท่านั้น อีกทั้งยังกล่าวถึงนามของคนผู้หนึ่งในฐานะ“ไอโอการ์ด”จึงรับสั่งให้ถอดถอนออกไปเพื่อทำการถอดข้อความจากรอยจารึกเหล่านั้นให้หมดที่อาณาจักรครอบแก้วใต้ทะเล และทันทีที่หลักศิลาจารึกถูกถอดถอนออกมา แผ่นทวีปไร้น้ำหนักนั้นก็ลอยขึ้นมายังใจกลางของทวีปอิกดราซิลซึ่งยังคงรบพุ่งกันอยู่อย่างดุเดือดในการแย่งชิงดินแดนเพื่อทำการขยายอำนาจกันอยู่
ในครั้งนั้น เผ่าพันธุ์ในทวีปอิกดราซิลแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นพวก“เบลิสติก”หรือกลุ่มของสัตว์กินเนื้อนำโดยเผ่าพันธุ์แห่งกอร์น กลุ่มที่สองเป็นพวก“วินเดียร์”หรือกลุ่มของทวิบาทชาตินำโดยเผ่าพันธุ์แห่งเฮอร์เวี่ยน กลุ่มที่สามเป็นพวก“โอโรรอส”หรือสัตว์กินพืชนำโดยเผ่าพันธุ์แห่งมู
ความจริงแล้วเบลิสติกหรือกลุ่มของสัตว์กินเนื้อจะต้องถูกนำโดยเผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอิกดราซิล ทว่าเผ่าพันธุ์สัตว์สมิงกอร์นมีความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นผู้นำของเบลิสติกและต้องการให้อีกสองเผ่าพันธุ์ที่เป็นอาหารของพวกเขาสยบอยู่ใต้อำนาจ จึงทำการปลุกระดมให้กลุ่มสัตว์กินเนื้อขับเผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ผู้รักสงบให้ออกจากตำแหน่งผู้นำ เหตุเพราะพวกเขาหันมาทานมังสวิรัติและไม่มีจิตชอบการเข่นฆ่าเช่นเดียวกับสัตว์กินเนื้ออื่น แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะสมาชิกของกลุ่มเบลิสติกทั้งมวลยังคงมีความเคารพต่อชนเผ่าบีสต์อยู่ในฐานะจ้าวแห่งเผ่าพันธุ์สัตว์กินเนื้อ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เผ่าพันธุ์แห่งกอร์นจึงหาทุกวิธีการที่จะทำให้เผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ลงจากตำแหน่ง ด้วยความคล้ายกันของสัณฐานวิทยาพวกเขาเริ่มรุกรานกลุ่มอื่นๆด้วยการปล้นสะดมและก่อกรรมทำเข็ญโดยอาศัยชื่อของเผ่าพันธุ์แห่งบีสต์
ด้วยเหตุผลจากการกระทำนั้น ผู้นำของเผ่าพันธุ์มูและเผ่าพันธุ์เฮอร์เวี่ยนจึงได้ทำพิธีอัญเชิญผู้นำสารของเทพเจ้าลงมาเพื่อทำการร้องเรียนการกระทำของเผ่าพันธุ์บีสต์ เมื่อเรื่องร้อนถึงองค์มหาเทพแห่งเอสทราน่าครั้งนี้ท่านไม่ได้กรีธาทัพสวรรค์ให้ลงไปจัดการ แต่ทว่าท่านทรงลงไปจัดการเผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ด้วยพระองค์เอง!
หลังจากวันนั้น เผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ก็ได้หายไปจากทวีปอิกดราซิลท่ามกลางความเสียใจในความหุนหันพลันแล่นของโอโรรอสและเฮอร์เวี่ยนที่ทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่งต้องสาบสูญไปตลอดกาล ทว่าเผ่าพันธุ์กอร์นผู้เป็นเบื้องหลังของเหตุการณ์นั้นกลับรู้สึกสะใจยิ่งที่เสี้ยนหนามถูกกำจัดตามแผนการและสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำของกลุ่มเบลิสติกได้สำเร็จ และจากนี้พวกเขาก็จะทำการกระจายอำนาจตามอำเภอใจโดยไม่มีเผ่าพันธุ์บีสต์คอยขัดขวางอย่างที่เคยเป็นมา
แต่แล้วความรู้สึกยินดีปรีดาของผู้นำเผ่าพันธุ์แห่งกอร์นนั้นก็ต้องถึงกับสูญสลาย เมื่อผู้นำของเผ่าพันธุ์แห่งมูและเผ่าพันธุ์แห่งเฮอร์เวี่ยนจับมือกันภายใต้ชื่อของ “กองกำลังสหพันธมิตร” ทำให้ทั้งสองกลุ่มเกิดความแข็งแกร่งขึ้นจึงทำให้กลุ่มเบลิสติกเล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดในอนาคตว่าหากกลุ่มที่เป็นกลุ่มปฏิปักษ์ทั้งสองร่วมมือกันทำศึกกับเบลิสติกขึ้นเมื่อใด นั่นหมายความว่าจุดจบของเบลิสติกต้องมาถึงเมื่อนั้น ดังนั้นเบลิสติกจึงทำทีโยนความผิดครั้งเก่าก่อนให้เผ่าพันธุ์แห่งบีสต์และเสนอตนเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรเพื่อความสงบสุขในทวีปอิกดราซิล
แต่ในช่วงเวลานั้น ทางด้านโอโรรอสและเฮอร์เวี่ยนเองก็ประสบปัญหาเรื่องผู้รุกรานทางทะเลโดยอาณาจักรเจ็ดคาบสมุทรเวียนเนสต้าทำให้ต้องพึ่งพาเบลิสติกในการคานอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจึงฝืนยอมรับเบลิสติกเข้าอยู่ภายใต้ชื่อของกองกำลังสหพันธมิตร ทำให้อาณาจักรเจ็ดคาบสมุทรเวียนเนสต้าไม่อาจใช้กำลังเพื่อหักหาญในการแย่งชิงโบราณสถานของทวีปลอยฟ้าที่มาจากผืนทะเลกลับไปได้ จึงทำการเจรจาเพื่อตั้งสนธิสัญญาขึ้นที่โบราณสถานของทวีปลอยฟ้านั้น ซึ่งเรียกว่า “สนธิสัญญาอาดามันไทม์” และทำการจัดตั้ง “อาดามันไทม์อาคาเดมี่” ขึ้นมาเพื่อทำการแบ่งบันความรู้ทั้งมวลให้แก่ลูกหลานของผู้ที่มีพลังแม็กนีไทด์ซึ่งเป็นผู้ที่แปรพลังวิญญาณเป็นสสารได้ เมื่อร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษาแล้วคนเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า “มิทยูนิท” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของไอโอการ์ดในมหาสงครามล้างเอกภพในการต่อต้านผู้ที่แปรเปลี่ยนคลื่นสมองเป็นพลังงานหรือที่เรียกว่า “เอสเปอร์” หรือผู้ใช้พลังจิตตามที่คำทำนายกล่าวอ้างนั่นเอง
ทว่าในช่วงเวลาที่สี่อาณาจักรผู้มีแสนยานุภาพสูงกำลังลงนามในสนธิสัญญาอยู่นั้น กองกำลังจากผู้มีอารยธรรมจากอวกาศได้แสดงตัวขึ้นเหนือน่านฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัวซึ่งเรียกตัวเองว่า“อันโดรเมด้า” พวกเขาได้ส่งทูตที่มีร่างกายเป็นเหล็กกล้าลงมาเจรจาเพื่อให้การสนับสนุนการก่อตั้งอาดามันไทม์อาคาเดมี่ รวมทั้งเสนอการมอบศิลปะวิทยาการของเทคโนโลยีฝ่ายวิทยาศาสตร์ให้ โดยมีข้อแม้เพียงว่าพวกเขาจะต้องได้รับการยอมรับในการเข้าร่วมกลุ่มกองกำลังสหพันธมิตรเท่านั้น
ทางด้านพันธมิตรเองเห็นว่าผู้มีอารยธรรมจากอวกาศอย่างอันโดรเมด้านั้นเป็นผู้มีแสนยานุภาพสูงขนาดสามารถป่นดวงจันทร์ได้ในพริบตาที่เอ่ยปากว่าจะแสดงแสนยานุภาพของพวกเขาให้ดู ทำให้พันธมิตรเกิดความเกรงกลัวขึ้นจึงยอมรับข้อเสนอนี้โดยดี
การลงนามในครั้งนั้นมีผู้ลงนามอยู่ห้าคนคือ คนแรกคือกษัตริย์รูปงามนามการูด้า ฮอว์คผู้นำของกลุ่มอาณาจักรแห่งที่ราบสูงวินเดียร์ คนที่สองกษัตริย์ผู้เปี่ยมไปด้วยความองอาจเซนเทารุส โอโรรอสผู้นำของกลุ่มอาณาจักรแห่งทุ่งราบโอโรรอส คนที่สามจอมพลหญิงโนวา บี รูบี้ โฟว์ สเตลเลอร์ผู้นำกองทัพอวกาศแห่งอันโดรเมด้าผู้มีร่างกายเป็นเหล็กกล้า คนที่สี่คือมหาราชินีรามิน่า เฟเนเซียผู้นำของอาณาจักรแห่งท้องทะเลเวียนเนสต้าผู้เลอโฉมปานจะล่มเมืองให้พินาศภายใต้ความงามของเธอ และสุดท้ายคือกษัตริย์โอลอฟ เคลเบสผู้นำของกลุ่มอาณาจักรแห่งผืนทะเลทรายผู้มีใบหน้ากลอกกลิ้งชั่วร้าย โดยทุกคนจะถือสนธิสัญญาไว้คนละฉบับเพื่อรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเอาไว้
และแล้วไม่นานความจริงก็เปิดเผยเกี่ยวกับแผนการของเผ่าพันธุ์แห่งกอร์นที่ดำเนินการใส่ร้ายเผ่าพันธุ์แห่งบีสต์ขึ้นโดยเหล่าทวยเทพ ทำให้เผ่าพันธุ์แห่งกอร์น สัตว์สมิงแห่งเบลิสติกทั้งมวงจึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศและถูกห้ามมิให้ลูกหลานของพวกเขาได้ร่ำเรียนศิลปวิทยาที่ถูกรวบรวมจากอาดามันไทม์อาคาเดมี่แม้ว่าจะไม่ถูกขับไล่จากการมีชื่อในกองกำลังสหพันธมิตรก็ตาม
เมื่อโอโรรอส วินเดียร์ และแม้แต่กลุ่มแคว้นที่อยู่ภายใต้การปกครองของเบลิสติกเองที่ได้ทราบเรื่องเข้าก็รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาพยายามติดตามหาชนเผ่าที่สาบสูญนี้มาเนิ่นนาน ที่พวกเขายังมีความหวังว่าชนเผ่าบีสต์ยังคงหลงเหลืออยู่ก็เพราะข้อความทำนายจากศิลาจารึกจากใต้ท้องทะเลที่ไม่เคยผิดพลาดมาแม้เพียงครั้งเดียวว่า
“ไอโอการ์ดจะถูกเปลี่ยนความคิดโดยอารยชนผู้รับบาปที่ไม่ได้ก่อในอดีตและฝากฝังบุรุษผู้พ่ายแพ้ให้มายังสถานที่แห่งนี้” (อ้างอิง : บันทึกประวัติของอาดามันไทม์อาคาเดมี่)
โปรดติดตามตอนต่อไป...
****************************
UPDATE หน้าเวปยังไม่เสถียรนะครับ คงต้องเหนื่อยขึ้นอีกนิด
หลังจากนี้กรุณาปิดเพลงที่หน้าเวป แล้วไปฟังเพลงประกอบจากหน้านิยายนะครับ
ผมอยากจะชดเชยความอยากทำเกมส์ขึ้นมาสักโปรเจ็ค แต่ไม่มีเวลา
ก็เลยสละเวลาวันนี้ทั้งวันเพื่อแยกฉากครับ
แล้วเพลงประกอบจะตามมาทีหลังครับ
****************************
![]() ![]() ภาพเอกิสกับดาร์คครับ งามถูกใจไหมเอ่ย ภาพงามๆจากคุณ Silend102 ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ |
|
|